ส่อคดีพลิก! ผอ. แจง ครูเตะเด็กแค่เตะก้นไม่ใช่เอว ยัน นร.เป็นเด็กพิเศษ


 

ส่อคดีพลิก! ผอ.โรงเรียนดัง ย่านปากน้ำ ออกมาชี้แจงกรณีครูทำร้ายเด็กนักเรียน ยัน เป็นเด็กพิเศษเคยมีปัญหาหลายรอบแล้ว รับเตะจริง แต่แค่ต้องการให้เด็กไปเก็บโทรศัพท์มือถือของเพื่อน 3 เครื่อง ที่โยนลงมาทางหน้าต่าง

จากรณีนางวัชรีนา ชินศรี อายุ 57 ปี พา ด.ช.บอย (นามสมมติ) อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่าน อ.เมืองสมุทรปราการ เข้าแจ้งกับ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ว่า ด.ช.บอย ซึ่งเป็นหลานชายของตน ถูกครูสอนเทควันโดของโรงเรียนดังกล่าว ลงโทษโดยการเตะเข้าที่เอว พร้อมกับจับใส่กุญแจมือ เนื่องจาก ด.ช.บอย เอาโทรศัพท์เพื่อนไปโยนทิ้งหน้าต่างจนโทรศัพท์เพื่อนพัง แต่เมื่อทางผู้เป็นยายเข้าไปทวงถาม ทาง ผอ.เพื่อให้ดำเนินการกับครูคนดังกล่าว แต่ทางโรงเรียนกลับปัดความรับผิดชอบตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ยายพา ด.ช.วัย 14 แจ้งความ หลังครูลงโทษจับใส่กุญแจมือ เตะเข้าที่เอวเจ็บ

ความคืบหน้า วันที่ 30 ก.ย.59 น.ส.วาทินี สุธนรักษ์ ผอ.โรงเรียนเฉลิมไฉไลวิทยา ซึ่งตั้งอยู่ ต.ปากน้ำ อ.เมืองสมุทรปราการ ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังตนได้อ่านข่าวตามสื่อต่างๆ ที่ได้นำเสนอออกไปนั้น ตนจึงอยากออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ที่คุณครูใช้เท้าเตะนักเรียนนั้น เกิดขึ้นจริง แต่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค ที่ผ่านมา ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตามที่เด็กกล่าวอ้าง ขณะเกิดเหตุครูเปิ้ลได้เรียก ด.ช.บอย มาสอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีที่ ด.ช.บอย เอาโทรศัพท์ไปโยนทิ้ง แต่ไม่ได้มีการสวมกุญแจมือ และที่ใช้เท้าเตะนั้นก็ไม่ได้เตะแรง อย่างที่ ด.ช.บอย ได้กล่าวไป ขณะเดียวกัน หลังเกิดเรื่องตนก็ดำเนินการบทลงโทษครูเปิ้ล ตามกฎของโรงเรียน และกล่าวตักเตือน เพื่อไม่ให้ทำลักษณะดังกล่าวอีก ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นจบลงตั้งแต่เดือนสิงหาคม และทางคุณตาของเด็กก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับ นักเรียนหญิงทั้งสองคนแล้ว ส่วนกรณีที่ยายของนักเรียนอ้างว่า ตนไล่ให้นักเรียนลาออกนั้น น่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน เนื่องจากขณะที่ยายเข้ามาพูดคุยกับตนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ตนวุ่นวายเกี่ยวกับการจัดอาหารเลี้ยงพระเพล เนื่องจากได้เชิญพระมาสอนธรรมะกับนักเรียน จึงได้ไล่ให้ยายกลับไปก่อน ไม่คิดว่า ยายจะเข้าใจผิดว่าเป็นการไล่ให้นักเรียนไปลาออก

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนคนดังกล่าวเคยเกิดปัญหาและชอบหยุดเรียนเป็นประจำ จนทำให้ผู้ปกครองต้องเดินทางมาพูดคุยที่โรงเรียนหลายครั้ง เนื่องจากนักเรียนคนดังกล่าว ได้เข้ามาเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 ประกอบกับเป็นเด็กพิเศษ ที่ต้องได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลยุวประสาทโดยตลอด ซึ่งตนก็รับทราบและพยายามหาทางแก้ปัญหามาโดยตลอด ส่วนที่นักเรียนกล่าวอ้างว่า ไม่อยากมาโรงเรียน เพราะกลัวครูนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ ด.ช.บอย สร้างขึ้นมาเพื่อไปบอกกับยาย เพราะ ด.ช.บอยไม่ชอบมาเรียน และยังขาดสอบ จนครูต้องไปตามถึงบ้าน เพื่ออยากให้เรียนจบพร้อมเพื่อน โดยปัญหานี้ทางครูประจำชั้นและครูฝ่ายปกครองก็ได้ร่วมพยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด

 

 ชี้จุดเกิดเหตุ ที่ครูกับนร.มีปัญหากัน

ทางด้าน นายไทยทชา สกุณา หรือครูเปิ้ลที่นักเรียนคนดังกล่าว กล่าวอ้างนั้น ยอมรับว่า ตนทำการเตะที่ก้นของเด็กนักเรียนจริง แต่เป็นการเตะเบาๆ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุนั้น เพื่อนในห้องเรียนเดียวกันกับนักเรียนคนดังกล่าว ได้มาบอกกับตนซึ่งเป็นคุณครูฝ่ายปกครอง ว่า ด.ช.บอย ได้มาขโมยโทรศัพท์เพื่อนไป จนกระทั่งถึงคาบเรียนดนตรีซึ่งตนเป็นคนสอน จึงได้เรียก ด.ช.บอย มาสอบถามว่า ได้เอาโทรศัพท์เพื่อนไปหรือไม่ พร้อมกับบอกว่า ครูรู้หมดแล้ว เนื่องจาก ที่โรงเรียนมีกล้องวงจรปิด และได้ขู่ว่าถ้าไม่รับจะจับใส่กุญแจมือส่งตำรวจเลย โดยไม่ได้นำมาล็อกจริงและกุญแจมือตนก็ไม่มี จนกระทั่ง ด.ช.บอย รับว่า เป็นคนเอาโทรศัพท์ของเพื่อนไปจริง เอาไป 3 เครื่อง และได้โยนลงไปทางหน้าต่าง ส่วนสาเหตุที่เอาไปนั้น ด.ช.ได้บอกตนว่า โกรธเพื่อนที่ชอบแกล้ง หลังสอบถามเสร็จตนจึงได้นำ ด.ช.บอย ลงไปมาหาโทรศัพท์ เพื่อนำไปคืนเพื่อน เมื่อลงมาถึงด้านล่างบริเวณข้างตึกดังกล่าวค่อนข้างรกจึงได้ให้เดินเข้าไปหาของ ก่อนที่จะใช้เท้าเตะเบาๆ บริเวณก้นเด็กในลักษณะที่ไล่เข้าไปเก็บของโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการทำโทษ หรือการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เคยเกิดปัญหาเหล่านี้มาหลายครั้ง และได้มีการแจ้งให้ ผอ.ทราบ พร้อมทั้งแจ้งผู้ปกครองให้เข้าใจ ทางผู้ปกครองก็อนุญาตให้มีการขู่เพื่อให้เกิดความกลัวได้ เนื่องจากนักเรียนคนดังกล่าวกลัวตำรวจ ตนจึงได้ขู่ไปแบบนั้นไม่คิดว่าจะทำให้นักเรียนเสียขวัญหรือตกใจกลัวจนไม่อยากมาโรงเรียน และการที่ตนใช้เท้าเตะที่ก้นนักเรียนนั้น เนื่องจากตนเป็นครูสอนวิชาเทควันโดด้วย จึงอาจมีการใช้เท้าเตะนักเรียนบ้าง แต่ไม่ได้กระทำด้วยความรุนแรง ทั้งนี้ ด.ช.บอย ยังสารภาพอีกว่า ได้เอาเมโลเดี้ยนของตนไปโยนทิ้งหลังอาคารเรียน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่บนหลังคาตนก็ยังไม่สามารถเอาลงมาได้

บุญอุ้ม เรื่องไรวณิชย์ อายุ 56 ปี ปู่ ของ ด.ช.บอย กล่าวว่า ปกติ ตนจะเป็นคนดูแลหลานคนนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นเด็กพิเศษ ส่วนยายจะเอาไปเลี้ยงเป็นครั้งคราว ซึ่งเมื่อ ด.ช.บอย ไปอยู่กับยาย ยายค่อนข้างจะตามใจ จนทำให้เป็นคนก้าวร้าวและไม่ชอบมาโรงเรียน ทางครูก็จะคอยมาตามให้ไปเรียนตลอด ล่าสุด ที่ ด.ช.บอย ก็ก่อเรื่องเอาโทรศัพท์เพื่อนไปโยนทิ้ง ตนก็ต้องตามมาชดใช้ค่าเสียหายให้ จนเรื่องทั้งหมดจบไปนานแล้ว ซึ่งตนก็ไม่คิดว่ายายจะพาหลานไปแจ้งความ

ทางด้าน พ.ต.ต.ประสิทธ์ เมฆษา กล่าวว่า เบื้องต้น ได้เดินทางไปสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จาก ผอ.โรงเรียนและครูคนดังกล่าวแล้ว อยู่ในระหว่างพิจารณาพยานและหลักฐานต่างๆ เบื้องต้นยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับใคร 

 

http://www.thairath.co.th/content/739701

Comments